บทที่ 12การพัฒนาระบบสารสนเทศ ความจำเป็นในการพัฒนาระบบสารสนเทศ1.  การเปลี่ยนแปลงกระบวนการบริหารและการปฏิบัติงาน ระบบเดิมไม่สามารถให้ข้อมูลหรือทำงานได้ตามต้องการ มีการดำเนินงานหลายขึ้นตอน ยุ่งยากในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาจัดทำข้อมูลสรุปสำหรับการติดตามการปฏิบัติงานโดยรวมขององค์การ จึงจำเป็นต้องพัฒนาหรือปรับปรุงระบบสารสนเทศที่สามารถช่วยให้ขั้นตอนการปฏิบัติงานภายในและกระบวนการบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น2.  การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี  เทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในระบบสารสนเทศปัจจุบันล้าสมัย ค่าช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบมีราคาสูง จึงต้องรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานที่มีอยู่เดิม3.  การปรับองค์การและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  -  ระบบที่ใช้งานอยู่ปัจจุบันมีขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อน ขนาดเอกสารอ้างอิงหรือเอกสารที่มีอยู่ไม่ได้มารตรฐาน ทำให้การปรับปรุงหรือแก้ไขทำได้ยาก -  ความต้องการปรับองค์การให้เหมาะสมเพื่อสามารตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ-  ระบบปัจจุบันไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้การพัฒนาระบบประกอบด้วย1)  กระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และขั้นตอนการดำเนินธุรกิจขององค์การ                -  การปรับปรุงคุณภาพ                -  การติดตามความล้มเหลวจากการดำเนินงาน                -  การปรับค่าตอบแทนของพนักงานโดยใช้การปรับปรุงคุณภาพเป็นดัชนี                -  การค้นหาและแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของความล้มเหลว           2)  บุคลากร (People)  3)  วิธีการและเทคนิค (Methodology and Technique) การเลือกใช้วิธีการและเทคนิคที่เหมาะสมกับลักษณะของระบบเป็นสิ่งสำคัญ4)  เทคโนโลยี (Technology) เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบในการเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความเหมาะสมกับลักษณะขอบเขตของระบบสารสนเทศและงบประมาณที่กำหนด5)  งบประมาณ (Budget)6)  ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์การ (Infrastructure)7)  การบริหารโครงการ (Project Management)  ทีมงานพัฒนาระบบ การพัฒนา IT เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบกระบวนการพัฒนาระบบหลายกลุ่ม โดยทั่วไปจะมีการทำงานเป็นทีมที่ต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และทักษะจากกลุ่มบุคคล1)  คณะกรรมการ (Steering Committee)2)  ผู้บริหารโครงการ (Project Manager)3)  ผู้บริหารหน่วยงานด้านสารสนเทศ (MIS Manager)4)  นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) ควรมีทักษะในด้านต่างๆ คือ                                -  ทักษะด้านเทคนิค                                -  ทักษะด้านการวิเคราะห์                                -  ทักษะดานการบริหารจัดการ                                -  ทักษะด้านการติดต่อสื่อสาร5)  ผู้ชำนาญการทางด้านเทคนิค                                  -  ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA)                                -  โปรแกรมเมอร์ (Programmer)6)  ผู้ใช้และผู้จัดการทั่วไป (User and Manager)  หลักในการพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ1)  คำนึงถึงเจ้าของและผู้ใช้ระบบ2)  เข้าถึงปัญหาให้ตรงจุด ซึ่งมีแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นระบบมีขั้นตอนดังนี้-  ศึกษาทำความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น                                 -  รวบรวมและกำหนดความต้องการ              -  หาวิธีการแก้ปัญหาหลายๆ วิธีและเลือกวิธีที่ดีที่สุด                                -  ออกแบบและทำการแก้ปัญหาตามวิธีที่เลือก              -  สังเกตและประเมินผลกระทบจากวิธีแก้ปัญหาที่นำมาใช้ และปรับปรุงวิธีการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด3)  กำหนดขั้นตอนหรือกิจกรรมในการพัฒนาระบบ4)  กำหนดมาตรฐานในการพัฒนาระบบ5)  ตระหนักว่าการพัฒนาระบบเป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง6)  เตรียมความพร้อมหากจะต้องยกเลิกหรือทบทวนระบบสารสนเทศที่กำลังพัฒนา7)  แตกระบบสารสนเทศที่จะพัฒนาออกเป็นระบบย่อย8)  ออกแบบระบบให้สามารถรองรับต่อการขยายหรือการปรับเปลี่ยนในอนาคต ขั้นตอนในการพัฒนาระบบสารสนเทศ-  การกำหนดและเลือกโครงการ (System Identification and Selection)                -  การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ (System Initiation and Planning)-  การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis)-  การออกแบบระบบ (System Design)                -  การพัฒนาและติดตั้งระบบ (System Implementation)-  การบำรุงรักษาระบบ (System Maintenance) การพัฒนาระบบมีรูปแบบต่างๆ 1.  การพัฒนาระบบแบบน้ำตก (Waterfall Model) แต่ละขั้นตอนของการพัฒนาระบบจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อได้ทำขั้นตอนก่อนหน้านี้เสร็จเรียบร้อยและจะไม่ย้อนกลับไปทำขั้นตอนก่อนหน้านี้อีก                 2. การพัฒนาระบบแบบน้ำตกที่ย้อนกลับขั้นตอนได้ (Adapted Waterfall ) เป็นรูปแบบการพัฒนาที่หากดำเนินการในขั้นตอนใดอยู่สามารถย้อนกลับไปขั้นตอนก่อนหน้านี้ได้เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดหรือเพื่อต้องการความชัดเจน3. การพัฒนาระบบอย่างรวดเร็ว (Rapid Application Development) เป็นรูปแบบการพัฒนาที่มีการทำซ้ำบางขั้นตอนจนกว่าขั้นตอนต่างๆ ของระบบที่สร้างจะได้รับการยอมรับ4. การพัฒนาระบบในรูปแบบขดลวด (Evolutionary Model SDLC)  เป็นการพัฒนาระบบแบบวนรอบเพื่อให้การพัฒนาระบบมีความรวดเร็วโดยการพัฒนาระบบจะเริ่มจากแกนกลาง ในรอบแรกของการพัฒนาจะได้  ระบบรุ่น(Version) แรกออกมาและจะปรับปรุงให้ดีขึ้นในรุ่นที่สอง และดำเนินการแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้รุ่นที่สมบูรณ์ วงจรการพัฒนาระบบPhase 1  การกำหนดและเลือกสรรโครงการ  (System Identification and Selection) ผลของการพิจารณาของคณะกรรมการอาจเป็นไปได้ดังนี้                -  อนุมัติโครงการ                -  ชะลอโครงการ                -  ทบทวนโครงการ                -  ไม่อนุมัติโครงการ Phase 2  การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ  (System Initiation and Planning) จะเริ่มจัดทำโครงการ  โดยจัดตั้งทีมงานพร้อมทั้งกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ-     การศึกษาความเป็นไปได้ -     การพิจารณาผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่จะได้รับจากโครงการ-     การพิจารณาค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของโครงการ-     การวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการพัฒนาระบบสารสนเทศ Phase 3  การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) ในขั้นตอนนี้จะเกี่ยวกับการเก็บข้อมูล -     Fact-Finding Technique-     Joint Application Design (JAD)-     การสร้างต้นแบบ Phase 4  การออกแบบระบบ (System Design) การออกแบบแบ่งเป็น 2 ส่วน-     การออกแบบเชิงตรรกะ (Logical Design)-     การออกแบบเชิงกายภาพ (Physical Design) Phase 5  การดำเนินการระบบ (System Implementation) ซึ่งจะครอบคลุมกิจกรรมดังต่อไปนี้-     จัดซื้อหรือจัดหาฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Solfware)-     เขียนโปรแกรมโดยโปรแกรมเมอร์ (Coding)-     ทำการทดสอบ (Testing)-     การจัดทำเอกสารระบบ (Documentation)-     การถ่ายโอนระบบงาน (System Conversion)-     ฝึกอบรมผู้ใช้ระบบ (Training) Phase 6  การบำรุงรักษาระบบ (System Maintenance)                เป็นขั้นตอนการดูและระบบเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพในการทำงานโดยบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีหน้าที่ในส่วนนี้การบำรุงรักษาระบบแบ่งได้ 4 ประเภท-     Corrective Maintenance เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบ-     Adaptive Maintenance  เพื่อให้ระบบสามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น-     Perfective Maintenance  เพื่อบำรุงรักษาระบบให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ-     Preventive Maintenance  เพื่อบำรุงรักษาระบบป้องกันข้อผิดพลาดที่จะเกิด วิธีการพัฒนาระบบสารสนเทศ1)  การพัฒนาระบบงานแบบดั้งเดิม (Traditional SDLC Methodology) เป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศตามวงจรการพัฒนาระบบที่มีขั้นตอนที่แน่นอน วิธีนี้เป็นวิธีเก่าแก่ที่สุดและนิยมเรียกย่อๆ ว่า SDLC2)  การสร้างต้นแบบ (Prototyping) เป็นการสร้างระบบต้นแบบขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้ทดลองใช้งานซึ่งนอกจากผู้ใช้จะได้แนวคิดเกี่ยวกับสารสนเทศที่ต้องการแล้วยังช่วยให้มองเห็นภาพของระบบที่จะพัฒนาได้ชัดเจนขึ้นการพัฒนาระบบโดยใช้ตนแบบแบงออกเป็น 4 ขั้นตอนขั้นที่ 1 :  ระบุความต้องการเบื้องต้นของผู้ใช้ขั้นที่ 2 :  พัฒนาต้นแบบเริ่มแรกขั้นที่ 3 :  นำต้นแบบมาใช้ขั้นที่ 4 :  ปรับปรุงแก้ไขต้นแบบ3)  การพัฒนาระบบโดยผู้ใช้ (End-user Development) 4)  การใช้บริการจากแหล่งภายนอก (Outsourcing) เนื่องจากองค์การไม่มีบุคลากรที่มีทักษะความชำนาญ การจ้างหน่วยงานหรือบริษัทภายนอกที่มีความชำนาญด้านนี้มาทำการพัฒนาระบบให้ ซึ่งการทำสัญญาจ้างให้หน่วยงานภายนอกมาทำงานเกี่ยวกับการดำเนินงานของฝ่ายคอมพิวเตอร์นี้เรียกว่า IT Outsourcing ในที่นี้จะเรียกสั้นๆ ว่า Outsourcing5)  การใช้ซอฟแวร์สำเร็จรูปประยุกต์ (Application Software Package) เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนา เช่น ระบบงานเงินเดือน ระบบบัญชีลูกหนี้ หรือระบบควบคุมสินค้าคลคลัง หากซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสามารถสนองต่อความต้องการระบบงานขององค์การได้ องค์การก้ไม่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นเอง เนื่องจากโปรแกรมสำเร็จรูปได้รับการออกแบบและผ่านการทดสอบแล้ว จึงช่วยลดค่าใช่จ่ายและเวลาในการพัฒนาระบบใหม่และยังช่วยให้การทดสอบ การติดตั้ง และการบำรุงรักษาระบบเป็นไปได้ง่ายขึ้น การพัฒนาระบบแบบออบเจ็กต์ (Object-Oriented Methodology)                ประกอบด้วยกลุ่มของวัตถุ (Class of Objects) ซึ่งทำงานร่วมกัน มีการจัดกลุ่มของข้อมูลและพฤติกรรมหรือฟังก์ชันที่กระทำกับข้อมูลนั้นเป็นกลุ่มๆ ในรูปของออบเจ็กต์ เนื่องจากออบเจ็กต์มีคุณสมบัติในการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusability) การพัฒนาโปรแกรมแบบออบเจ็กต์จึงใช้เวลาในการพัฒนาน้อยกว่าวิธีอื่น การพัฒนาระบบงานประยุกต์แบบรวดเร็ว (Rapid Application Development) เป็นขั้นตอนในการพัฒนาระบบที่ใช้ระยะเวลาในการพัฒนารวดเร็วกว่าและคุณภาพดีกว่าวิธีพัฒนาระบบงานแบบดั้งเดิม  โดยมีการนำเครื่องมือซอฟต์แวร์มาช่วยในการพัฒนาระบบซึ่งมีขั้นตอนในการพัฒนาระบบอยู่ 4 ขั้นตอนคือ1)  การกำหนดความต้องการ2)  การออกแบบโดยผู้ใช้3)  การสร้างระบบ4)  การเปลี่ยนระบบหรือใช้ระบบ ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ประสบความสำเร็จ1)  การสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร2)  การกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน3)  ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของทีมพัฒนาระบบ4)  การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม5)  การบริหารโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

Comment

Comment:

Tweet