บทที่ 7ระบบสนับสนุนการตัดสินใจระบบสนับสนุนการตัดสินใจœ    สารสนเทศที่ดีควรนำไปสู่การตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้นœ    สารสนเทศที่มาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นสารสนเทศที่ดีœ    ต้องมีเครื่องมือในการแยกแยะ และวิเคราะห์สารสนเทศ นั้นคือ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจลักษณะของสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารœ    มีความเกี่ยวข้อง, เป็นปัจจุบัน , และนำไปใช้ในอนาคตได้, ทันเวลา,ถูกต้อง, ความน่าเชื่อถือของแหล่งสารสนเทศ ฯลฯ.œ    ความครบถ้วนสมบูรณ์ของสารสนเทศœ    ความสามารถในการทำนาย ความเป็นไปได้œ    รูปแบบของสารสนเทศและการนำเสนอ ที่เหมาะสมกับกลุ่มคนระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System-DSS)œ    ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ เป็นระบบข้อมูลบนคอมพิวเตอร์  œ    ช่วยแก้ปัญหาสำหรับปัญหาแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi Structured Problem) œ    ลักษณะพิเศษของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ คือ สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงได้  œ    โดยเริ่มจากการกำหนดข้อจำกัดและลักษณะของสถานการณ์œ    จากนั้นก็จะใช้ประสบการณ์  และความรู้สึกของผู้บริหารเข้ามาพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ และตัดสินใจขั้นสุดท้ายสาเหตุการนำ DSS มาใช้กันอย่างแพร่หลายœ    ความต้องการข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัยœ    ความยุ่งยากในการติดตามการทำงานในส่วนต่างๆ ขององค์กรœ    สภาพเศรษฐกิจที่แปรปรวนไม่แน่นอนœ    องค์กรต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงทั้งจากภายในและภายนอกประเทศœ    ระบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ไม่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิ์ภาพในการทำงาน หาผลกำไร และการหาตลาดการค้าใหม่ๆ ได้ประเภทของการตัดสินใจ  (Type of Decision)1.     การตัดสินใจแบบมีโครงสร้าง (Structured  Decision) คือ œ    การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำเป็นกิจวัตร (Routine) œ    การตัดสินใจจะมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่ถูกกำหนดไว้อย่างแน่นอน œ    เช่น ระบบปฏิบัติการทางธุรกิจ การเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตของเครื่องจักร เป็นต้น2.     การตัดสินใจแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Decision) คือ œ    การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ œ    ไม่สามารถวางแผนไว้ล่วงหน้า เกี่ยวข้องกับปัจจัยและสิ่งแวดล้อมหลายๆ ประการ œ    ต้องอาศัยผู้บริหารที่มีฝีมือและประสบการณ์สูงมาเป็นผู้ตัดสินใจ œ    เช่น การตัดสินใจผลิตสินค้าใหม่ การตัดสินใจเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ หรือล้มเลิกการดำเนินการ เป็นต้น3.     การตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi Structured  Decision ) คือœ    การใช้หลักการตัดสินใจแบบมีโครงสร้าง + แบบไม่มีโครงสร้าง œ    คือ การใช้หลักเกณฑ์และขั้นตอนปฏิบัติมาแก้ปัญหาร่วมกับการประเมินผลและการตัดสินใจโดยผู้บริหารœ    เช่น การวางแผน งบประมาณ การวางแผนการตลาด หรือการนำกำหนดความต้องการทรัพยากรบุคคลขององค์กร เป็นต้นประโยชน์และความสามารถของระบบสนับสนุนการตัดสินใจœ    ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจทุกระดับขั้นของการบริหารงาน เป็นการตัดสินใจด้วยการใช้ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงานร่วมกับการใช้ระบบข้อมูลœ    สนับสนุนการตัดสินใจที่มีผลเกี่ยวเนื่องกัน หรือต้องอาศัยข้อมูลของกันและกันœ    มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ รวมถึงขบวนการและรูปแบบที่หลากหลายœ    สามารถปรับให้ทำงานง่ายขึ้นกับผู้ใช้แต่ละคน หรือปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้œ    ช่วยส่งเสริมให้กับผู้ใช้เกิดการเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆœ    สร้างง่ายและใช้ได้กับงานหลายประเภทœ    โดยมากใช้กับงานเชิงปริมาณ  œ    ตอบสนองการทำงานที่มีความสลับซับซ้อนได้œ    สามารถพัฒนาให้ใช้งานบน Webได้œ    สามารถใช้ปฏิบัติงานในการวิเคราะห์ต่างๆ อย่างเช่น การวิเคราะห์ผลกระทบได้การวิเคราะห์ถึงผลกระทบ (Sensitivity Analysis)œ    คือ การศึกษาถึงผลกระทบที่มีต่อส่วนอื่นๆ จากการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งของโมเดล œ    การที่เราสามารถเข้าใจถึงผลกระทบก็จะมีประโยชน์กับระบบœ    ระบบสามารถทำงานได้ยืดหยุ่น และสามารถปรับเปลี่ยนตัวแปรตามเงื่อนไขœ    ผู้ใช้สามารถป้อนข้อมูลส่วนตัวลงไปแล้วดูว่าระบบปฏิบัติงานตอบสนองอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลรูปแบบการวิเคราะห์ถึงผลกระทบ (Sensitivity Analysis)1.     การวิเคราะห์แบบ หมายถึง เมื่อตัวแปลตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปจะมีผลกระทบกับตัวแปลที่เหลืออยู่ œ    เช่น การวิเคราะห์ว่าถ้าต้องการกู้เงินจำนวนหนึ่งจะต้องผ่อนด้วยอัตราคงที่เป็นจำนวนกี่เดือน œ    หรือถ้าต้องการจ่ายค่างวดเพิ่มขึ้น จะสามารถผ่อนหมดได้ภายในกี่เดือน ฯลฯ 2.     การวิเคราะห์หาเป้าหมาย คือ การวิเคราะห์แบบถอยหลัง œ    เป็นการวิเคราะห์มูลค่าของปัจจัยนำเข้าควรเป็นเท่าไรจึงจะบรรลุเป้าหมายด้านผลผลิตในระดับที่ตั้งไว้ œ    เช่น ผู้บริหารอาจจะต้องการทราบว่า ถ้าต้องการกำไร 2.7 ล้านบาท จะต้องมีปริมาณขายจำนวนเท่าไร œ    ผลลัพธ์จำนวนปริมาณขาย คือ เป้าหมายนั้นเองโครงสร้างและองค์ประกอบของระบบ DSS(Structured and components of DSSs) 1.     ระบบการจัดการข้อมูลย่อย (Data Management Subsystem)
ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลต่างๆ ที่มีความเกี่ยวกับการใช้งาน นำเข้าสู่ฐานข้อมูลระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
2.     โมเดลบริหารย่อย (Model Management Subsystem) ประกอบด้วยโมเดลฉบับสมบูรณ์ และโมเดลช่วยสร้างหรือพัฒนาระบบ โมเดลเหล่านี้จะรวมเอาซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้องใช้งานร่วมกัน3.     ส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ (Graphical User Interface : GUI)
เกี่ยวข้องกับการประสานระหว่างผู้ใช้งาน และระบบ การใช้งานระบบจะยากหรือง่าย จะมีความยืดหยุ่นแค่ไหนจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบตัวนี้4.     กลุ่มผู้ใช้ (Users) ได้แก่ ผู้บริหาร ซึ่งอาจจะใช้คนกลาง (Intermediary Person) เป็นคนช่วยวิเคราะห์ สรุปรายงาน คนกลางแบ่งออกเป็น1.     ทีมงานผู้ช่วย (Staff Assistant)2.     นักวิเคราะห์ระบบธุรกิจ (Business System Analyst) 3.     กลุ่มประสานงานและสนับสนุน (Group Facilitator)5.     ระบบย่อยการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management Subsystem)
งานในรูปแบบ
Semi Structured and Unstructured เป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากจึงจำเป็นต้องใช้ความรู้ความชำนาญในการแก้ปัญหา เช่น การประเมินมูลค่า การก่อสร้างของโครงการ เป็นต้นความแตกต่างระหว่าง ระบบสนับสนุนการตัดสินใจกับระบบสารสนเทศอื่นœ    ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ช่วยจัดการกับข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่เหมาะสมกับการตัดสินใจของผู้ใช้ œ    ระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะใช้ข้อมูลที่ประมวลผลจากระบบการปฏิบัติการ มาจัดระเบียบ และวิเคราะห์ตามคำสั่งและความสนใจของปัญหา (เงื่อนไข)œ    ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ช่วยเร่งการพัฒนา และความเข้าใจในศักยภาพการทำงานของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ครอบคลุมมากกว่าการปฏิบัติงานประจำวันการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจœ    แนวทางในการพัฒนาระบบสารสนเทศที่นิยมใช้ คือ วงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC) œ    ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่  œ    การวางแผน (Planning)  œ    การวิเคราะห์ (Analysis)  œ    การออกแบบ (Design)  œ    การพัฒนา (Implementation)ขั้นตอนในวงจรพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจ1.     ขั้นตอนการวางแผน (Planning) œ    วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบ, ความต้องการของระบบœ    เมื่อโครงการได้รับการตรวจสอบ (หรือผ่าน)  ผู้บริหารโครงการจะทำการกำหนดแผนงานในด้านต่างๆ œ    เช่น  แต่งตั้งทีมงานพัฒนาโครงการและแบ่งแยกหน้าที่ของงานแต่ละคน  และวางแผนกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ อย่างชัดเจน 
เป็นต้น
2.     ขั้นตอนการวิเคราะห์ (Analysis) œ    เก็บรวบรวมความต้องการของระบบที่แท้จริงอย่างละเอียดœ    โดยใช้เทคนิคในการเก็บรวบรวมสารสนเทศต่างๆ เช่น การสัมภาษณ์หรือการออกแบบสอบถาม  œ    อาจจะมีการตั้งคำถามที่มุ่งสู่ประเด็นสำคัญในการพัฒนาระบบ เช่น ใครคือผู้ใช้ระบบที่แท้จริง ต้องการให้ระบบทำงานอะไรบ้าง และต้องการให้ระบบติดตั้งแบบใด เป็นต้นœ    จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์ความต้องการต่างๆ  เช่น คุณลักษณะของผู้ใช้  ลักษณะของระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ต้องการ เป็นต้น3.     ขั้นตอนการออกแบบ (Design) œ    เป็นขั้นตอนที่ระบุถึงวิธีการทำงาน  และกำหนดรายละเอียดต่างๆ ของระบบœ    เช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ โครงการพื้นฐานของระบบเครือข่ายภายในองค์กร  การจัดการข้อมูล  การจัดการแบบจำลอง  การจัดองค์กรความรู้  การจัดการสื่อประสานกับผู้ใช้ แบบฟอร์มและรายงาน ออกแบบโปรแกรมของระบบ หน้าจอการทำงานของโปรแกรม ฐานข้อมูลและไฟล์ข้อมูล เป็นต้น4.     ขั้นตอนการพัฒนาระบบ (Implementation)  œ    เป็นขั้นตอนการสร้าง ทดสอบความถูกต้องของการทำงานของระบบและติดตั้งระบบเพื่อใช้งานจริง  œ    จัดทำเอกสารต่างๆ ได้แก่ เอกสารของโปรแกรม เอกสารระบบและคู่มือการใช้งาน โปรแกรมของระบบ ตลอดจนการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมการใช้ระบบ   

 

บทที่ 6 บทบาทระบบสารสนเทศในองค์การ         ความหมายเชิงเทคนิค หมายถึง โครงสร้างทางสังคมอย่างเป็นทางการที่มีความมั่นคง โดยรับเอาทรัพยากรจากสิ่งแวดล้อมมาผ่านกระบวนการเพื่อสร้างหรือผลิตผลลัพธ์         ความหมายเชิงพฤติกรรม หมายถึง เป็นที่รวมของสิทธิ เอกสิทธิ์ ภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบ ซึ่งตั้งอยู่บนความสมดุลที่มีความละเอียดอ่อน ผ่านช่วงเวลาอันยาวนานของการขัดแย้งและการแก้ปัญหา         บุคลากรในองค์การจะพัฒนาวิธีการทำงานของตน มีรูปแบบความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ทั้งผู้ร่วมงานและผู้ที่อยู่ในระดับสูงกว่าเกี่ยวกับการทำงาน ปริมาณงาน และเงื่อนไขในการทำงานความสัมพันธ์ระหว่างระบบสารสนเทศกับองค์การ         เปลี่ยนแปลงกระบวนการที่นำทรัพยากรมาเปลี่ยนเป็นผลผลิต         เกิดการเปลี่ยนแปลงในความเป็นเจ้าของ สิทธิในการใช้ข้อมูล อำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบที่มีมาเป็นระยะเวลานานผลกระทบของระบบสารสนเทศต่อองค์การ         ลดขั้นตอนของการจัดการ         มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน         ลดขั้นตอนการดำเนินงาน         เปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการ         กำหนดขอบเขตการดำเนินงานใหม่องค์การดิจิทัลและองค์การแบบเครือข่าย         ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เป็นส่วนหนึ่งของระบบสารสนเทศ ส่งเสริมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการสร้างช่องทางการตลาด การขาย และการให้การสนับสนุนลูกค้าประเภทของระบบสารสนเทศ         ระบบสารสนเทศจำแนกตามประเภทธุรกิจ เช่น ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ระบบสารสนเทศบริหารโรงแรม ระบบสารสนเทศธนาคาร เป็นต้น         ระบบสารสนเทศจำแนกตามหน้าที่ของงาน เช่น ระบบสารสนเทศการตลาด ระบบสารสนเทศบัญชี ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ระบบสารสนเทศห้องสมุด เป็นต้น         ระบบสารสนเทศจำแนกตามลักษณะการดำเนินงาน เช่น ระบบประมวลผลธุรกรรม ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร ระบบสารสนเทศสำนักงาน เป็นต้นระบบประมวลผลธุรกรรม         ทำหน้าที่รวบรวม บันทึกข้อมูลในแฟ้มข้อมูล หรือฐานข้อมูล และประมวลผลข้อมูลที่เกิดจากการทำธุรกรรมและการปฏิบัติงานประจำ          ลักษณะการประมวลผล มี 2 ประเภท คือ         การประมวลผลแบบกลุ่ม เป็นการประมวลผลที่ข้อมูลจะถูกรวบรวมและสะสมไว้ระหว่างช่วงเวลาที่กำหนด แล้วจึงจะประมวลผลรวมกันเป็นครั้งเดียว        การประมวลผลแบบทันที เป็นการประมวลผลแต่ละรายการและให้ผลลัพธ์ทันทีเมื่อมีการป้อนข้อมูลเข้าระบบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS)         ประมวลผลและสรุปผลจากแฟ้มข้อมูลของการทำธุรกรรม เพื่อจัดทำสารสนเทศตามความต้องการของผู้บริหารเพื่อใช้ในการ วางแผน ควบคุม กำกับดูแล สั่งการ และประกอบการตัดสินใจ          มักเป็นรายงานสรุปค่าสถิติต่างๆ ที่ได้จากการดำเนินงาน         แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่        รายงานที่จัดทำตามระยะเวลาที่กำหนด        รายงานสรุป        รายงานที่จัดทำตามเงื่อนไขเฉพาะ        รายงานที่จัดทำตามต้องการระบบสนับสนุนการตัดสินใจ         ประมวลผลข้อมูลเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาและตัดสินใจเฉพาะกรณีที่ผู้บริหารต้องการ เป็นการเน้นการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้สารสนเทศเป็นพื้นฐาน เพื่อช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจการดำเนินงานได้อย่างถูกต้องระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงเป็นสารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ปัญหา ศึกษาแนวโน้ม และการวางแผนกลยุทธ์ ระบบต้องมีความยืดหยุ่นสูง มีความรวดเร็วระบบสารสนเทศสำนักงาน         เป็นระบบสารสนเทศเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหาร         ระบบสำนักงานอัตโนมัติ มี 5 ประเภท คือ ระบบจัดการเอกสาร ระบบการจัดการข่าวสาร ระบบการทำงานร่วมกัน/ประชุมทางไกล ระบบการประมวลภาพ และระบบจัดการสำนักงาน         โปรแกรมพื้นฐาน เช่น โปรแกรมตารางคำนวณ โปรแกรมประมวลผลคำ โปรแกรมฐานข้อมูล โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ เป็นต้น

 

 

 

        
ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System : EIS)œ     EIS หมายถึง ระบบสารสนเทศที่มีพื้นฐานการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงเข้าถึง รวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลสารสนเทศ œ     เช่น การกำหนดนโยบาย การวางแผน และการจัดตั้งงบประมาณ  เป็นต้น

 

 

 

                                                                                                                  คุณลักษณะความสามารถของ ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง
คุณภาพของสารสนเทศ
·        มีความยืดหยุ่นสูง·        เป็นสารสนเทศที่มีความทันสมัย·        เป็นสารสนเทศที่เชื่อถือได้ ·        เป็นสารสนเทศที่มีความสมบูรณ์·        เชื่อมโยงข้อมูลส่วนต่างๆเข้าด้วยกันได้·        เป็นสารสนเทศที่สามารถตรวจสอบได้
 
ความสะดวกของผู้ใช้
·        ใช้งานง่ายเนื่องจากแสดงผลในรูปแบบของเว็บเพจ·        แสดงผลในรูปแบบส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ (GUI) ได้ดี·        เชื่อมโยงกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet)ได้ ·        ใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์ได้หลายรูปแบบ·        มีระบบรักษาความปลอดภัยและควบคุมการเข้าใช้·        มีระบบแนะนำการใช้งาน
  
ความสามารถทางเทคนิค
·        เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ทั่วโลก·        เข้าถึงข้อมูลภายในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้·        เรียกใช้งานข้อมูลจากภายนอกได้·        เขียนคำอธิบายข้อมูลได้ ·        สืบข้อมูลเก่าและปัจจุบันได้พร้อมกัน·        ใช้พยากรณ์ข้อมูลได้·        บ่งชี้ปัญหาและสาเหตูของปัญหาได้·        มีระบบวิเคราะห์แบบเจาะจง (Ad hoc)
 
ประโยชน์ที่ได้รับ
·        เพิ่มประสิทธิภาพของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ·        ประหยัดเวลา·        เพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารข้อมูล ·        เข้าถึงข้อมูลได้สะดวก·        ทำให้วางแผนงานให้ง่ายและมีประสิทธิภาพ·        ช่วยค้นหาปัญหาและทางแก้ไข
 ความสามารถในการวิเคราะห์ (Analysis)
  1. สามารถใช้ฟังก์ชันแบบฝังตัว (Using Built-in Functions)
œ     EIS จะต้องประกอบไปด้วยฟังก์ชันการวิเคราะห์ที่เป็นฟังก์ชันแบบฝังตัว (Built in) ซึ่งรวมอยู่ในระบบเรียบร้อยแล้ว œ     เพื่ออำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ทันทีของผู้บริหารในการตัดสินใจ
  1. ความสามารถในการทำงานร่วมกับเครื่องมือของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Integration with DSS Products)
œ     EIS ที่เหมาะสมควรมีความสามารถในการทำงานร่วมกับเครื่องมือของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS) ได้œ     เช่น สามารถใช้ภาษา Script ชนิดเดียวกันเพื่อเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์
แม่ข่าย-ลูกข่าย
  1. ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและสารสนเทศ (Analysis by Intelligent Agents)
œ     ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและสารสนเทศในบางครั้งอาจจะอาศัยเทคโนโลยีตัวแทนปัญหา เพื่อให้ EIS สามารถเปรียบเทียบข้อมูล สามารถแสดงแนวโน้มของข้อมูลในอัตราส่วนต่างๆ ได้อัตโนมัติ œ     และสามารถเตือนผู้บริหารได้ในกรณีที่ข้อมูลหรือสารสนเทศที่กำลังวิเคราะห์มีความเบี่ยงเบนจากค่ามาตรฐาน  
  1. ความสามารถในการนำเสนอสีและมัลติมีเดีย (Use of Colors and Multimedia)
œ     การแสดงรายงานเฉพาะตัวเลข อาจจะทำให้ผู้บริหารไม่สามารถสังเกตข้อมูลที่ผิดปกติได้อย่างชัดเจนœ     EIS อาจจะเพิ่มความสามารถในการใช้สีและเสียงในด้านต่างๆ เช่น ใช้สีเขียวแสดงสถานการณ์ทำงานปกติ สีเหลืองเป็นสถานการณ์เตือน เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของ BI Tools ในปัจจุบัน 

BI Tools (Business Intelligence Tools) คือ เครื่องมือที่เข้าถึงสารสนเทศ และสามารถนำเสนอ
ในรูปแบบที่ผู้ใช้ต้องการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เช่น ตาราง กราฟ

 5.     ความสามารถในการสืบค้นข้อมูลและท่องเที่ยว (Navigation of Information)œ    การสืบค้นข้อมูลจากคลังข้อมูลซึ่งมีข้อมูลจำนวนมากจัดเก็บอยู่ หากระบบสนับสนุนผู้บริหารมีระบบนำร่องข้อมูลที่ไม่เหมาะสม จะทำให้ผู้บริหารเสียเวลาในการสืบค้นข้อมูล œ    อาจส่งผลให้เสียโอกาสในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาให้ทันคู่แข่งได้6.     ความสามารถในการสื่อสาร (Communication)การเปรียบเทียบและการผสมผสานระหว่างระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (EIS) กับระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS)œ     EIS จะสนับสนุนการทำงานของผู้ใช้ในระบบผู้บริหาร ในการวิเคราะห์สารสนเทศเพื่อค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้น  œ     DSS จะใช้ในการวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขปัญหาที่พบจากการวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS)และระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (EIS)
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS) ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (EIS)
ส่วนประกอบของ  DSS ชวยให้สามารถแก้ไขและค้นหาปัญหาที่เกิดกับระบบย่อยได้ ไม่สามารถแก้ไข หรือคาดการณ์ปัญหาที่เกิดในระบบย่อยได้
การพัฒนาระบบ  DSS จำเป็นต้องผ่านกระบวนการ Adaptive ไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการ Adaptive ในการพัฒนา
มีแบบจำลองเป็นส่วนประกอบของระบบ ไม่มีแบบจำลองเป็นส่วนประกอบ
ใช้ประโยชน์จากข้อมูลและแบบจำลอง ไม่ใช้ประโยชน์จากแบบจำลอง
 แนวโน้มของระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (EIS)
  1. เครื่องมือสำหรับพัฒนาระบบ จะสามารถดัดแปลงระบบตามต้องการของผู้บริหารได้อย่างรวดเร็ว
  2. ความสามารถในการสนับสนุนมัลติมีเดีย  จะได้รับการพัฒนามากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าข้อมูลด้วยเสียง หรือด้วยระบบสัมผัส
  3. การแสดงผลสารสนเทศจะอยู่ในรูปแบบ 3 มิติมากขึ้น  ซึ่งทำให้สามารถแสดงสารสนเทศได้หลายมุมมอง
  4. ซอฟท์แวร์ระบบจะมีลักษณะการทำงานในรูปแบบเว็บมากขึ้น
  5. จะมีการรวบรวมระบบสำนักงานอัตโนมัติกับระบบวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ภายในระบบเดียวกัน
  6. วิวัฒนาการของเทคโนโลยีจะมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่มมากขึ้น
  7. องค์กรมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้ระบบสนับสนุนการบริหารงานต่างๆ ต้องพัฒนาตามการขยายตัวขององค์กร
ระบบพอร์ทัลองค์กร (Corporation  Portals) ระบบแห่งอนาคต œ     เทคโนโลยีสนทนากลุ่ม (Groupware Technologies) เช่น ระบบสัมมนากลุ่ม  ห้องสนทนา และห้องสมุดเสมือน เป็นต้นœ     การเป็นส่วนตัวและการแยกแยะลูกค้า (Personalization and  Customization) ผู้ใช้ระบบแต่ละรายจะมีการแยกข้อมูลออกจากกันและเก็บข้อมูลของผู้ใช้รายนั้นไว้ในกระเป๋าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งมีระบบแจ้งเตือนในกรณีที่ข้อมูลมีความเปลี่ยนแปลงถึงในระดับที่กำหนดไว้œ     การนำเสนอถ่ายโอนข้อมูล (Distribution) ระบบควบคุมข้อมูล และระบบจัดเก็บข้อมูลของพอร์ทัล จะอนุญาตให้เข้าไปใช้ระบบได้เฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิก หรือผู้ที่ผ่านการลงทะเบียนเท่านั้นœ     ระบบสืบค้นข้อมูล (Search) ระบบสืบค้นข้อมูลภายในจะประกอบด้วย  ระบบสืบค้นข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งสามารถสืบค้นข้อมูลได้หลายรูปแบบ เช่น ข้อมูลเต็มรูปแบบ และดรรชนี เป็นต้นœ     การรวบรวมหมวดหมู่ข้อมูล  (Integration)  ความสามารถในการแยกชนิดของข้อมูล นอกจากการจัดเก็บข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบแล้ว ระบบจัดเก็บฐานข้อมูลของพอร์ทัลยังสามารถแยกชนิดและจัดหมวดหมู่ข้อมูล รวมทั้งประมวลผลข้อมูลที่ต่างชนิดกันได้